รูปแบบการบริหารจัดการPHUKET Model

 

ความเป็นมา และความสำคัญ

 

          ในการสร้างความสำเร็จให้องค์กรใดๆนั้น มีหลายปัจจัยที่จะส่งผลให้เกิดขึ้นได้  สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการกับทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และทรัพยากรที่มีความยากในการบริหารจัดการมากที่สุด คือ การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งมีนักการศึกษา นักวิชาการหลายท่านที่เสนอรูปแบบในการพัฒนาระบบหรือกระบวนการที่แตกต่างกัน นักการศึกษาบางท่านให้ความสำคัญกับรูปแบบที่เน้นการออกคำสั่งผ่านอำนาจที่มี บางส่วนให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจของผู้นำในการบริหารงาน

โรงเรียนบ้านฉลอง  เดิมตั้งอยู่ที่วัดไชยธาราราม(วัดฉลอง)  หมู่ที่  ๖  ตำบลฉลอง  อำเภอเมือง  จังหวัดภูเก็ต  ก่อตั้งเมื่อวันที่  1  เมษายน  2449  โดยพระครูครุกิจจานุการ(หลวงพ่อช่วง)  เจ้าอาวาสวัดฉลองโดยใช้ศาลาการเปรียญเป็นสถานที่เรียน  มีนายยาน  กิ่งแก้ว  เป็นครูใหญ่ท่านแรก  เปิดสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 4   ต่อมาได้มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ตามลำดับ  กระทั่งปัจจุบันเปิดการเรียนการสอนถึงชั้นประถมศึกษา  ปีที่ ๖  โดยมีนายวิวัฒน์  จักรทอง  เป็นผู้อำนวยการซึ่งเป็นผู้บริหารท่านที่ ๑๙  ของโรงเรียนปัจจุบันมีจำนวนบุคลากรของโรงเรียน ดังตารางที่ 1

ตารางที่ ข้อมูลบุคลากรโรงเรียนบ้านฉลอง ปีการศึกษา 2559

 

ที่

ประเภท

จำนวนที่มีอยู่จริง

ชาย

หญิง

รวม

ข้าราชการ

๑๙

๒๔

พนักงานราชการ

-

ครูอัตราจ้างงบประมาณ สพฐ./sp

-

ครูอัตราจ้างงบประมาณ อบจ.

-

ครูพี่เลี้ยง

-

ครูการศึกษาพิเศษ

-

นักการภารโรงงบประมาณ สพฐ.

-

ครูธุรการ

-

รวม

๒๘

๓๔

          จากจำนวนบุคลากรของโรงเรียนบ้านฉลอง เมื่อวิเคราะห์พบว่ายังประสบกับข้อจำกัด และปัญหาในการบริหารทรัพยากร ดังนี้

1.      บุคลากรครูสอนไม่ตรงวิชาเอก หรือความถนัด เนื่องจากโรงเรียนบ้านฉลองมีจำนวนห้องเรียน 15 ห้องเรียน เมื่อคิดจำนวนชั่วโมงสอนจึงทำให้บุคลากรครูบางส่วนจำต้องสอนในวิชาที่ตนเองสอนไม่ได้จบ หรือไม่ถนัด

2.      บุคลากรในโรงเรียนขาดความเชื่อมั่นในการทำงาน ด้วยปัจจัยของวัฒนธรรมองค์กรเดิมที่บุคลากรจะต้องดำเนินงานผ่านการออกคำสั่งของผู้บริหาร

3.       บุคลากรบางส่วนขาดแรงจูงใจในการทำงาน เช่น ครูไม่ได้อุทิศตนเองเพื่อองค์กร เป็นต้น เป็นผลมาจากการการที่บุคลากรเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนร่วมในการวางแผนเพื่อความสำเร็จขององค์กร หรือขาดความมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพขององค์กร

4.      ปริมาณที่มีจำนวนมากเกินความสามารถ หรือความรับผิดชอบของบุคลากรในโรงเรียน เป็นผลให้ประสิทธิผลของงานออกไม่ดีเท่าที่ควร

5.      โรงเรียนเกิดปัญหากับการทำงานกับชุมชน เนื่องจากการวัฒนธรรมการบริหารองค์กรแบบเดิมที่เน้นการทำงานจากอำนาจผู้บริหารเพียงผู้เดียวโดยการขาดการศึกษาบริบทที่ควรจะเป็น

ด้วยข้อจำกัด หรือปัญหาที่เกิดขึ้นผู้บริหาร และหัวหน้างาน 4 ฝ่ายของโรงเรียนจึงออกแบบรูปแบบการบริหารจัดการที่เรียกว่า PHUKET Model เป็นรูปแบบการบริหารที่ให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพยากรบุคคลที่เน้นเรื่องการมีส่วนร่วม (participation) การสร้างแรงจูงใจในการทำงานเพื่อให้เกิดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม และภาคภูมิใจในตนเอง (self-esteem)  ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกับทฤษฏีของมาสโลว์ที่ว่าความต้องการขั้นที่ 4 คือ การต้องการได้รับการยอมรับจากสังคม

 

วัตถุประสงค์

1.      เพื่อพัฒนาคุณภาพของบุคลากรในโรงเรียนบ้านฉลอง ให้สามารถทำงานได้เต็มตามศักยภาพ

2.      เพื่อพัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพจากการทำงานแบบมีส่วนร่วม ทั้งบุคลากรภายใน และภายนอกองค์กร

 

กระบวนการสร้างนวัตกรรม

 

การศึกษาปัญหาก่อนการพัฒนา

          ด้วยสภาพปัญหาข้างที่ได้กล่าวถึงนั้นทำให้คณะผู้พัฒนานวัตกรรมจะต้องทำการวิเคราะห์ข้อมูลตามหลัก SWOT (จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค) ทำให้ทราบสภาพปัญหาที่จัดเจนดังนี้

1.      ปัญหาที่เกิดขึ้นกับภารกิจหลักของโรงเรียน คือการจัดการเรียนการสอน เนื่องจากครูที่สอนไม่ได้จบในวิชาที่สอน หรือวิชาที่มีความถนัด ผลที่เกิดขึ้น คือ

Øคุณภาพทางการศึกษาของนักเรียนไม่เป็นไปตามเป้าเนื่องจากครูผู้สอนขาดความถนัดในการสื่อสาร รูปแบบการจัดการเรียนรู้ และเนื้อหา

Øครูขาดสื่อที่จะต้องนำไปพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนตามธรรมชาติวิชา

2.      บุคลากรในโรงเรียนขาดความเชื่อในการทำงาน เนื่องจากวัฒนธรรมการทำงานแบบเดิมที่จะต้องให้อำนาจการตัดสินใจผ่านผู้บริหารเท่านั้น และเมื่องานไม่เป็นตามที่กำหนดผู้บริหารมักใช้แนวทางการตำหนิมากกว่าการเสนอแนะ ผลที่เกิดขึ้น คือ

Øครูไม่กล้าทำงานตามแนวทางที่ตนเองถนัด หรือพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆได้เนื่องจากกลัวว่าการทำงานจะถูกตำหนิ

Øประสิทธิผลของงานไม่ดี เนื่องจากครูไม่มีทราบบทบาท อำนาจ หรือหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจน

Øครูไม่มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน เพราะจะต้องรอการสั่งการจากผู้บริหาร หรือผู้บังคับบัญชาตามสายที่กำหนด 

3.       ครูขาดแรงจูงใจในการทำงาน เนื่องจากวัฒนธรรมการทำงานแบบเดิมนั้นเน้นการให้ผลตอบแทน หรือผลประโยชน์ตามความพึงพอใจ จึงทำให้บุคลากรส่วนหนึ่งไม่เห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น เนื่องจากเชื่อว่าผลตอบแทน หรือผลประโยชน์ จะเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิดผู้บริหาร หรือบุคคลที่มีความโดดเด่นอยู่แล้ว รวมทั้งครูขาดความเข้าใจ/แนวทาง ที่จะต้องพัฒนาองค์กรสู่เป้าหมายที่กำหนด ผลที่เกิดขึ้น คือ

Øครูไม่มีนวัตกรรม หรือผลงานที่เป็นที่น่าพอใจ

Øครูรู้สึกไม่มีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์สู่เป้าหมายที่กำหนด เพราะมองว่าการทำแผนงาน การกำหนดเป้าหมาย และกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร หรือหัวหน้างานเท่านั้น ครูอยู่ในบริบทที่เน้นการปฏิบัติตามคำสั่ง

4.      ปริมาณงานที่มีมากเกินความสามารถ และศักยภาพของครู เกิดจากการมอบหมายงานที่ขาดการวางแผน และมอบหมายงานให้ตรงกับความถนัดของบุคคลนั้น (Put the right man on the right job.) หรือการมอบหมายงานที่ไม่เกิดผล หรือประโยชน์กับทั้งองค์กร ผู้เรียน หรือตัวครูเอง ผลที่เกิดขึ้น คือ

Øครูเบื่อหน่ายการทำงาน และอุทิศเวลาให้กับองค์กร หรือนักเรียน เพราะเห็นว่างานที่ตนเองทำ หรือรับผิดชอบมากเกินไป และไม่ตรงกับเป้าหมายของการจัดการศึกษา

Øครูเหนื่อยกับการทำงานเพราะงานที่ต้องทำมากเกินความศักยภาพของบุคคลนั้นๆ อีกทั้งการมอบหมายงานที่ไม่เท่าเทียมกันทำให้ครูรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกันในองค์กรอีกด้วย

5.      ปัญหาที่เกิดจาการบริหารงานที่ไม่ศึกษาบริบทของชุมชน ทำให้หลายครั้งที่โรงเรียนไม่สามารถทำงานร่วมกับชุมชนให้บรรลุตามเป้าหมายได้ เพราะการขาดความมีส่วนร่วม การประสานงาน การปรึกษากับผู้ที่เกี่ยวข้องในชุมชน ผลที่เกิดคือ

Øโรงเรียนขาดความร่วมมือจากชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนทั้งในแง่ของอาคารสถานที่ กิจกรรม หรือคุณภาพทางการศึกษา

Øโรงเรียนทำงานแบบองค์กรเดียวซึ่งหลายครั้งผลตกที่ครูจะต้องทำงานมากไปทั้งที่สามารถขอความร่วมมือจากชุมชนได้ ทำให้ครูเกิดอาการเหนื่อยล้า และหลายครั้งที่ผลตกอยู่ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน ครูอาจไม่มีเวลาเพียงพอในการเตรียมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

เมื่อทำการศึกษาจนพบสาเหตุ และปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ทรัพยากรมนุษย์ หรือบุคลากรของโรงเรียนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หรือจุดประสงค์ ทางคณะผู้พัฒนานวัตกรรมจึงออกแบบนวัตกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหา และพัฒนาบุคลากรไปพร้อม ๆ กัน

 

การออกแบบนวัตกรรม

          แนวทางการจัดการศึกษาในรูปแบบ PHUKET Model จึงได้รับการพัฒนา และปรับปรุงจากประสบการณ์จากการทำงานของคณะผู้พัฒนานวัตกรรม โดยการนำความรู้ ทฤษฎีของนักการศึกษา และนักวิชาการหลายท่านมาเป็นแนวทางการดำเนินงาน เนื่องจากสิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพขององค์กร คือ ทรัพยากรมนุษย์ หรือบุคลากรในโรงเรียน ดังนั้นการให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรครู และบุคลากรทางการศึกษาเป็นสำคัญ และเป็นสิ่งแรกที่จะต้องแก้ไขปัญหา  และพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน โดยความเชื่อพื้นฐานของผู้พัฒนาระบบการดำเนินงานถ้าครูมีคุณภาพ นักเรียนก็จะมีคุณภาพตามไปด้วย โดยรูปแบบกระบวนการจัดการศึกษารูปแบบ PHUKET Model มีดังนี้

 

 

 

 

  

ภาพที่ 1 รูปแบบ PHUKET Model

          จากภาพที่ 1 คือรูปแบบ PHUKET Model ซึ่งทุกส่วนจะมีความเชื่อมโยงกันเป็นระบบ โดยสามารถจำแนกออกได้ ดังนี้

P        ความจริงอาจมีหลายท่านคิดว่า P น่าจะหมายถึง People ซึ่งหมายถึง คน หรือบุคลากรในโรงเรียน แต่ความเป็นจริงแล้ว P ในที่นี้หมายถึงวิธีการ และการกำหนดเป้าหมาย นั่นคือ Participation – Plan – Purpose ซึ่งเป็นแนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายขององค์กร และร่วมกันวางแผน

          Participation หมายถึง การมีส่วนร่วม คือ กระบวนการให้ครูเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานพัฒนา ร่วมคิด ตัดสินใจ แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งจะต้องใช้วิทยาการที่โดยคณะผู้พัฒนานวัตกรรมได้แนวคิดจาก ไพรินทร์ เตชะรินทร์ (2527, หน้า 6) ว่าด้วยลักษณะของการมีส่วนร่วม คือ ร่วมวางนโยบายหรือแผนงาน หรือโครงการ หรือกิจกรรม เพื่อขจัด และแก้ไขปัญหา รวมทั้งสนองความต้องการของชุมชน ดังนั้นจึงใช้แนวทางในการประชุมครู เพื่อร่วมศึกษาสภาพปัญหา กำหนดเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ขององค์กร กำหนดการทำแผนงาน และร่วมกันลงมือปฏิบัติงาน

          Plan หมายถึง การวางแผน ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนได้ดำเนินการจัดการวางแผนการทำงานของโรงเรียนผ่าน แผนปฏิบัติการประจำปี แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นการกำหนดแนวทางเพียงคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้นโดยที่ครูดำเนินการทำโครงการเฉพาะที่ตนเองรับผิดชอบ แต่ไม่ได้ดำเนินโครงการตามเป้าหมายที่แท้จริงของโรงเรียน ดังนั้นเมื่อพิจารณาประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของแผนงานจึงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย คณะผู้พัฒนานวัตกรรมจึงนำเอากระบวนการการวางแผนต่อเนื่อง มีการตัดสินในร่วมกัน เป็นการคาดคะเนในอนาคต และการดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว โดยทางเลือกที่ดีที่สุด การวางแผนจึงประกอบด้วย กระบวนการกว้างๆดังนี้ คือ การทำแผน จะต้องศึกษาสภาพปัญหา กิจกรรมหรือโครงการที่ต้องการดำเนินการ กำหนดวัตถุประสงค์ และจัดทำแผนงานเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์กำหนด

          Purpose หมายถึง เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ ซึ่งการมีส่วนร่วมกันกำหนดเป้าหมายเป็นทฤษฎีการจูงใจที่กระตุ้นให้บุคคลมีจิตสำนึกที่เป็นการเพิ่มพลังความคิด และพฤติกรรมในการทำงาน ให้บรรลุผลสำเร็จเป้าหมายที่เป็นแรงจูงใจควรมีลักษณะดังนี้  คือ    (1)  เป็นที่ยอมรับของผู้ปฏิบัติ    โดยให้เขามีส่วนร่วม ในการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน  ซึ่งจะเป็นการลดความขัดแย้ง    ในค่านิยมของแต่ละคน  และทำให้พนักงานปฏิบัติด้วยความเต็มใจ  (2) มีความท้าทายและปฏิบัติได้จริง  กล่าวคือ  เป้าหมายต้องตั้งไว้สูง  พอที่จะทำให้เกิดผลงานที่ดีขึ้น    แต่ต้องไม่สูงจนไปไม่ถึง และ (3) มีความชัดเจนได้  และสามารถวิเคราะห์คุณภาพได้

          พฤติกรรมบ่งชี้ คือ การมีส่วนร่วมทุกคน ทุกงาน โดยยกย่องผู้ที่มีความรู้ ความสามารถกับงานเป็นแกนนำ ในการขับเคลื่อนการทำงาน

H        คือ Heart Hand Head การหล่อหลอมนำความสำนึกต่อหน้าที่ ต่อตน ต่องาน และต่อสังคม ในด้านเจคติ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์กว้างไกล และรักการทำงาน ทำงานประสบความสำเร็จ

          Heart หมายถึง ความรู้สึกที่ดี ความรัก ความปรารถนา ในกระบวนการบริหารจัดการนี้ คือ การมีความรักในอาชีพ เป็นครูมีจรรยาบรรณในการทำงาน

          Hand หมายถึง การกระทำ ซึ่งผู้รายงานจะต้องกระตุ้นให้บุคลากรในโรงเรียนมุ่งทำงาน เพื่อพัฒนาทั้งตนเอง และนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐาน

          Head   หมายถึง ความคิด จินตนาการ วิสัยทัศน์ รอบรู้ บุคลากรทั้งองค์กรจะต้องเป็นผู้มีความสามารถรอบด้านพัฒนาตนเองอยู่เสมอ มีความคิดริเริ่ม และสามารถสร้างองค์ความรู้เพื่อประโยชน์ต่อผู้เรียนได้

          พฤติกรรมบ่งชี้ คือ นำความรู้ ความสามารถที่ตนมี นำมาปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ด้วยความรัก เต็มใจ และศรัทธาพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง อย่างเป็นรูปธรรม

U         คือ Unity Universal – Unique หมายถึงความเป็นหนึ่งเดียว ความเป็นสากล และสร้างเอกลักษณ์ให้ตนเอง และองค์กรให้ได้ สำหรับในกระบวนการบริหารจัดการนี้ ผู้รายงานจำแนกดังนี้

Unity   หมายถึง กลุ่มก้อน หนึ่งเดียว คือการสร้างองค์กรให้มีความเป็นหนึ่งเดียว สมบัติข้อนี้เกิดจากกระบวนการบริหารจัดการที่เน้นเรื่องการสร้างความมีส่วนในการทำงาน ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย แนวทาง และกำหนดทีมทำงานในแต่ละส่วน นอกจากนี้ทีมบริหารของโรงเรียนจะต้องพยายามจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ครูได้ทำงานร่วมกัน และสร้างความเป็นหนึ่งเดียว อีกทั้งการให้ความดีความชอบ การชื่นชม มอบสวัสดิการจะต้องเกิดเป็นหมู่คณะมากกว่าตัวบุคคล   

Universal หมายถึง ความเป็นสากล ในที่นี้คณะผู้พัฒนาจะต้องนำองค์กรให้พร้อมสู่สากล ดังนั้นการวางรากฐานให้เกิดความเป็นสากลขององค์กรนั้นจะต้องมีรูปแบบการบริหารจัดการที่ทันต่อเปลี่ยนแปลงลดการทำงานที่ยุ่งยากปรับขั้นตอนการทำงานให้เป็นการบริหารแนวราบมอบหมายอำนาจ การตัดสินใจ และความรับผิดชอบต่อหัวหน้างานอย่างชัดเจน นอกจากนี้จะต้องพัฒนาครู และนักเรียนให้มีความเป็นสากล ครูปรับการทำงาน ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอนให้นักเรียนมีทักษะในทศวรรษที่ 21 ครูมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีในการสร้างองค์ความรู้ หรือแหล่งเรียนรู้ของผู้เรียน

Uniqueness หมายถึง การสร้างเอกลักษณ์ หมายความว่าคณะผู้บริหารจะต้องดึงเอาความสามารถของแต่ละคนออกมาใช้ประโยชน์ และสร้างเป็นจุดเด่นในแต่ละตัวบุคคลให้ได้ เพราะเมื่อครูเหล่านั้นมีจุดเด่น และได้รับการยอมรับจากสังคมจะทำให้ครูทำงานได้อย่างมีความสุข และเป็นบุคคลที่มีตัวตนในสังคม ซึ่งสอดรับแนวคิดความต้องการขั้นที่ 5 ของมาสโลว์ที่บุคคลต้องการเป็นบุคคลที่มีตัวตน  

พฤติกรรมบ่งชี้ คือ ทุกคนในองค์กร ถือสาระเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน เพียงแต่ทำหน้าที่ต่างบทบาทที่ได้รับมอบหมายสุดท้ายก็มาหล่อหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน กระทั่งองค์กรสามารถดำรงได้ท่ามกลางการแข่งขันทุกระดับ

K        คือ Knowledge Knowledge Management – Key Performance Indicator คือ การทำให้เกิดความรู้ ไปสู่การสร้างองค์ความรู้ต่อนักเรียน จากนี้ยังต้องกำหนดตัวชี้วัดเพื่อประกอบการประเมินผลงาน ได้งานที่มีทั้งประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

          Knowledge     หมายถึง การทำให้เกิดความรู้ คณะผู้พัฒนานวัตกรรมจะต้องกระตุ้นให้ทั้งครู และนักเรียนเป็นผู้เกิดความรู้ นั่นคือ การพัฒนาครูทั้งภาระงานทางวิชาการ และภาระงานที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาโรงเรียนเน้นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูที่สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน โดยการทำ Coaching ซึ่งครูจะต้องนิเทศกันเองตามธรรมชาติ และความถนัดในวิชานั้น ๆ และการพัฒนานักเรียนเป็นผู้ใฝ่รู้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่นักเรียนสามารถเรียนรู้ และศึกษาได้ด้วยตนเอง และเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างให้ผู้เรียนมีทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ อีกด้วย

          Knowledge Management หมายถึงองค์ความรู้ นั่นคือการนำความรู้ที่ได้จากการพัฒนาตนเอง ทั้งงานที่เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา หรืองานที่เป็นภาระงานที่สร้างประโยชน์กับชุมชน หรือสังคมส่วนใหญ่ได้ จึงนำมาสร้างองค์ความรู้ เพื่อขยายผลต่อไป

          Key Performance Indicator (KPI) หมายถึง การกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ เพื่อให้ทราบความก้าวหน้า และคุณภาพในการบริหารจัดการของโรงเรียนนั้น จะต้องมีการวัดความสำเร็จ และการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพื่อให้การทำงานเป็นไปตามเป้าหมายของโรงเรียนที่ร่วมกันกำหนด เช่น การกำหนดตัวชี้วัดด้านวิชาการใช้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียน และผลสัมฤทธิ์ระดับชาติ การกำหนดตัวชี้วัดด้านบุคลากรมีการพัฒนาครูให้เป็นบุคลแห่งการเรียนรู้ มีบันทึก / รายงานการอบรม การเป็นวิทยากร เป็นต้น  

          พฤติกรรมบ่งชี้ คือ นำความรู้ คามสามารถมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน สร้างองค์ความรู้ใหม่ งานมีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผลที่เกิดจากการปฏิบัติงาน และเป็นผู้ใฝ่รู้ของนักเรียน

E        คือ Easy – Empowerment Evaluation หมายถึง การทำงานที่ง่ายไม่ยุ่งยาก และการสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์

          Easy    หมายถึง การลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยาก ให้ครูทำงานง่ายขึ้น แต่ยังมุ่งเน้นผลงานที่มีประสิทธิภาพ ภาระงานบางส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับครู ครูจะไม่ต้องทำ และสิ่งสำคัญอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนสายการปกครองจากแนวดิ่งเป็นแนวราบ ซึ่งผู้บริหารจะมอบอำนาจ และการตัดสินลงไปในแนวราบ ภาระงานใดที่ครูสามารถตัดสินใจทำได้ครูสามารถตัดสินใจทำงานนั้นได้ทันที ทั้งนี้ครูลดเวลาในการทำงานได้มากเนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาในการปรึกษา หรือตัดสินใจ นอกจากนี้ยังเป็นแนวทางหนึ่งที่สร้างความภาคภูมิใจในการทำงานได้เพราะครูรู้สึกเหมือนได้ทำงานของตัวเอง

          Empowerment หมายถึง การกระตุ้นให้บุคลากรในองค์กรมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ คือ กระตุ้นให้ทุกคนอยากประสบความสำเร็จโดยการอาศัยผลงานที่มีคุณภาพ ซึ่งการสร้างแรงกระตุ้นนี้จะเกิดจากภายในของบุคลากร ซึ่งสามารถเชื่อมโยงให้เกิด Heart หรือ การมีความรักในอาชีพ โดยผลงานอาจออกมาในรูปของนวัตกรรม

          Evaluation หมายถึง การประเมินตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลจากการประเมินไปสู่การพัฒนาต่อไป กระบวนการนี้ผู้รายงานนำแนวคิดมาจากกระบวนการคุณภาพของ ดร.เดมมิ่ง หรือ PDCA ทั้งนี้กระบวนการนี้ทางผู้พัฒนาจึงออกแบบให้มีการกำหนดตัวชี้วัดเพื่อให้การประเมินเป็นไปได้โดยง่าย และง่ายต่อการสรุปผลการดำเนินงาน ซึ่งเรียกว่า KPI ที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น

          พฤติกรรมบ่งชี้ คือ เป็นการปฏิบัติงานในหน้าที่เวลาปกติ นำสภาพความเป็นจริงมาขัดเกลา ตกแต่ง จัดระเบียบดูง่ายไม่ซับซ้อน ปฏิบัติงานได้อย่างอบอุ่น เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากภายใน อยากประสบความสำเร็จในหน้าที่ ซึ่งได้จากการนำผลมาปฏิบัติมาประเมิน และปรับปรุง

T        คือ Technology – Team – Training หมายถึง การนำสื่อนวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาช่วยเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูล และการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทุกคนสามารถสืบค้นได้ตลอดเวลาตลอดจนการตรวจสอบ ติดตาม ตลอดจนการเป็นแหล่งฝึกฝน และพัฒนาตนเองโดยการใช้เทคโนโลยี

          Technology     หมายถึง นวัตกรรมกรรม ICT ครูจะต้องรู้การใช้ประโยชน์จาก ICT ทั้งในรูปแบบของสื่อการจัดการเรียนการสอน รูปแบบของการบริหารจัดการ  

          Team            หมายถึง กลุ่มคณะทำงาน และการมีส่วนร่วมของทุกคน

          Training         หมายถึง การฝึกฝน อบรม ผู้รายงานในฐานะผู้บริหารกำหนดให้ครูจะต้องผ่านการฝึกอบรมทางวิชาการอย่างน้อย ๒๐ ชั่วโมงต่อปีการศึกษา

          พฤติกรรมบ่งชี้ คือ นำสื่อนวัตกรรม ICT เป็นแหล่งสืบค้นข้อมูล และการจัดเก็บข้อมูล มีทีมงาน หรือคณะทำงานที่ชัดเจน และได้รับการฝึกฝนตนเองอย่างต่อเนื่อง


 

  แผนผังที่ 2 ลำดับการดำเนินการโดยการใช้นวัตกรรม PHUKET Model

 

ขั้นตอนการดำเนินการ

 

ขั้นตอนการวางแผน

          เป็นขั้นตอนการสำคัญมากเนื่องจากเป็นขั้นที่เสมือนตัวกำหนดทิศทางของโรงเรียน เพราะในขั้นตอนนี้จะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมในการกำหนดกรอบ เป้าหมาย และแผนการดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ข้อมูลการนำเข้าที่สำคัญของขั้นนี้คือ ข้อมูลสภาพปัญหา อุปสรรค ข้อดี ข้อด้อย และข้อมูลด้านนโยบายจากหน่วยเหนือ โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้

1.      ทำ SWOT เป็นกระบวนการวิเคราะห์หาอุปสรรค โอกาส จุดเด่น และจุดด้อย ของโรงเรียนโดยการใช้ข้อมูลพื้นฐานจากปีการศึกษา 2555 กระบวนการนี้เป็นกระบวนการสำคัญมากที่ผู้บริหารจะต้องระดมเอาความคิดเห็นจากบุคลากรทั้งโรงเรียน ปัจจัยที่จะต้องดำเนินการ โดยการประเมินสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กร และภายในองค์กร พบว่า

Øจุดเด่น และโอกาส คือ บริบทของชุมชนมีความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจ และทรัพยากรที่พร้อมสนับสนุนการจัดการศึกษาให้โรงเรียนเป็นอย่างดี

Øครูในโรงเรียนทำงานได้ไม่เต็มตามศักยภาพ เนื่องจากครูไม่ทราบเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และแผนการดำเนินงานที่แท้จริงขององค์กร เนื่องจากไม่มีโอกาสในการร่วมกำหนดเป้าหมาย และการวางแผนสู่การนำไปปฏิบัติ

Øครูปริมาณที่มีจำนวนมากเกินความสามารถ หรือความรับผิดชอบของบุคลากรในโรงเรียน เป็นผลให้ประสิทธิผลของงานออกไม่ดีเท่าที่ควร

Øผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากครูที่สอนไม่ได้จบในเอก หรือความถนัด  

Øสภาพแวดล้อมของโรงเรียนไม่อยู่สภาพที่ดีนักเนื่องจากบริเวณโรงเรียนมีขนาดกว้างเกินไป แต่มีบุคลากรที่รับผิดชอบไม่เพียงพอ จึงจำเป็นอาศัยหน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยเหลือ แต่เพราะขาดการประสานอย่างอย่างมีส่วนร่วม และวัฒนธรรมองค์กรในการทำงานเดิมที่ผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญกับชุมชน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้พบ ความจริงแล้วพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา คือ ที่ผ่านไม่มีส่วนร่วมกับการปฏิบัติงานของโรงเรียน ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย แผนการดำเนินงาน และการตัดสินใจในการทำงาน เพราะอดีตใสสายบังคับบัญชาเป็นแนวดิ่งคือผู้บังคับบัญชาเป็นผู้มีอำนาจตัดสินในทุกงานจึงมีระยะเวลาในการทำงานที่นาน ดังนั้นผู้พัฒนานวัตกรรมจึงต้องอาศัยหลักการมีส่วนร่วมในการทำงาน   

 

2.      ร่วมกับกำหนดเป้าหมาย ปรัชญา และวิสัยทัศน์ ของโรงเรียนพร้อมทั้ง ดังนี้

ปรัชญา:: ร่วมคิด  ร่วมทำ  ย่อมมองเห็นโอกาสของความสำเร็จ  และความภูมิใจได้มากกว่า

 

ปรัชญา คือ แนวทางการปฏิบัติงานของโรงเรียนที่เน้นการมีส่วนร่วมในการทำงานทุกขั้นตอน และทุกระดับ ตั้งแต่สายทีมบริหาร หัวหน้างาน และปฏิบัติการ  จากนั้นจึงได้ร่วมกันระดมความคิดในการวางวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของโรงเรียน ดังนี้

 

 

วิสัยทัศน์

เป็นโรงเรียนวิถีไทย  สร้างนักเรียนมีคุณธรรม  นำความรู้  สู่สากล  ชุมชนมีส่วนร่วม  บนพื้นฐานความพอเพียง

พันธกิจ

1.       พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ ๒๕๕๑

2.       พัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

3.       พัฒนาการประเมินผลผู้เรียนตามสภาพจริงด้วยวิธีการที่หลากหลาย

4.       ส่งเสริมให้มี และพัฒนาสื่อเทคโนโลยีมาใช้ในการกระบวนการเรียนรู้

เป้าหมาย

1.       ผู้เรียนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม สามารถแสวงหาความรู้ด้วยตนเองรู้จักวิเคราะห์ดำรงชีพในสังคมได้อย่างมีความสุข

2.       มีหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 และสนองความต้องการของชุมชน

3.       มีสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยใช้ในการบริหารและการจัดการเรียนรู้

 

          ซึ่งขั้นตอนนี้ทางผู้บริหารร่วมกับคณะครูกำหนด แต่อย่างไรก็ดีเพื่อให้การบริหารงานของโรเรียนเป็นไปตามแนวทาง PHUKET Model ที่จะเน้นเรื่องการมีส่วนร่วม จึงมีการนำขอความเห็นชอบ และแสดงความคิดเห็นจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และนำเสนอกับผู้ปกครองในที่ประชุมผู้ปกครองของโรงเรียนบ้านฉลองเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองแสดงความคิดเห็นกับแนวทางการทำงานของโรงเรียนปีการศึกษา 2556 ด้วย

          อย่างไรก็ดียังมีนโยบายการมอบอำนาจการตัดสินใจให้หัวหน้างานในการออกแบบ วางนโยบาย และแนวทางการการทำงานในแต่ละฝ่าย ดังนั้นภาระงาน 4 ฝ่ายของโรงเรียนจึงร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ ของตนเอง ดังนี้

งานบริหารงานวิชาการ

วิสัยทัศน์         มุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ และมีคุณภาพตามหลักสูตร

พันธกิจ

๑.      พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษา พ.ศ.๒๕๕๑

๒.      พัฒนากระบวนการการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

๓.      พัฒนาการประเมินผลผู้เรียนตามสภาพจริงด้วยวิธีการที่หลากหลาย

๔.      ส่งเสริมให้มี และพัฒนาสื่อเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการเรียนรู้

เป้าหมาย

๑.      ผู้เรียนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม สามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง รู้จักวิเคราะห์ดำรงชีพในสังคมได้อย่างมีความสุข

๒.      มีหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ.๒๕๕๑ และสนองความต้องการของชุมชน

๓.      มีสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยใช้ในการบริหาร และการจัดการเรียนรู้

 

งานบริหารการเงิน และงบประมาณ

วิสัยทัศน์         งานโปร่งใส บริการฉับไว ถูกต้อง และมีคุณภาพ

พันธกิจ

๑.      พัฒนาระบบ และดำเนินการตามระบบการเงิน และการบัญชี

๒.      พัฒนาระบบงาน ดำเนินการพัสดุ และสินทรัพย์ด้วยความถูกต้องตามระเบียบว่าด้วยการพัสดุ

๓.      พัฒนาบุคลากรของกลุ่มงานตามศักยภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ

๔.      ประสานงาน วางแผน ติดตามปฏิบัติตามแผน การนิเทศ ประเมินผล และรายงานผลการดำเนินงาน 

เป้าหมาย

๑.      เพื่อให้บุคลากรในสถานศึกษา ได้บริหารจัดการที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน

๒.      เพื่อให้การบริการด้านการเงิน พัสดุ ทันต่องาน และประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ

๓.      เพื่อกำกับ ติดตาม งบประมาณของสถานศึกษา ให้ผลการดำเนินงานสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และนโยบาย

  

งานบริหารงานบุคล

วิสัยทัศน์         รักความเป็นธรรม ทันสมัย มีคุณภาพตามมาตรฐาน 

พันธกิจ

๑.      พัฒนาบุคลากรในองค์กรให้มีคุณภาพตามาตรฐานเป็นครูมืออาชีพ

๒.      ส่งเสริมให้บุคลากรทุกคนทำผลงานทางวิชาการ

๓.      สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานด้วยความเป็นธรรม และความเหมาะสม  

เป้าหมาย

๑.      ครูทุกคนมีคุณภาพตามมาตรฐาน และเป็นครูมืออาชีพที่แท้จริง

๒.      ครูได้รับการพัฒนาตนเอง และเลื่อนวิทยฐานะที่สูงขึ้น

๓.      ครูมีขวัญกำลังใจ และปฏิบัติงานอย่างมีความสุข

 

งานบริหารทั่วไป

วิสัยทัศน์         พัฒนาด้านบริการ เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้สู่ผู้เรียนเป็นสำคัญ 

พันธกิจ

๑.      พัฒนาการบริการอาคารสถานที่ การติดต่อสื่อสาร ระบบสาธารณูปโภคเพียงพอต่อความต้องการ

๒.      พัฒนาบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของทุกคน

๓.      ส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี และปลอดภัยจากสารเสพติด 

เป้าหมาย

๑.      มีบรรยากาศ สภาพแวดล้อมที่สวยงามน่าอยู่ น่าเรียน และเอื้อต่อการเรียนรู้

๒.      มีสิ่งอำนวยความสะดวก ปลอดภัยที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

๓.      ผู้เรียนมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี

๔.      อาคารสถานที่เพียงพอต่อการจัดการเรียนรู้ ปลอดภัย

 

 

 

 

โรงเรียนบ้านฉลอง

โทรศัพท์ : 076-381947   โทรสาร : 076-381947